ตัวขับมอเตอร์ H-Bridge โดยใช้ BJT: วิธีการควบคุมมอเตอร์ DC อย่างมีประสิทธิภาพ

มาทำความรู้จักกับตัวขับมอเตอร์ H-Bridge โดยใช้ BJT

ตัวขับมอเตอร์ H-Bridge โดยใช้ BJT: วิธีการควบคุมมอเตอร์ DC อย่างมีประสิทธิภาพ

มอเตอร์แบบ H-Bridge ที่ใช้ทรานซิสเตอร์แบบ Bipolar Junction Transistors (BJTs) เป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพในการควบคุมทิศทางและความเร็วของมอเตอร์ DC ในวงจรจะประกอบไปด้วยทรานซิสเตอร์ 4 ตัวที่เรียงเป็นรูปตัว "H" โดยให้มอเตอร์เชื่อมต่อระหว่างจุดกึ่งกลาง การเปิดและปิดทรานซิสเตอร์จะเป็นคู่ที่คอยกำหนดการหมุนของมอเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการหมุนไปข้างหน้า ถอยหลัง หรือการหยุด ประกอบกับการใส่ตัวต้านทานเพื่อช่วยให้ทรานซิสเตอร์ทำงานได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่ใช้ไดโอดฟลายแบ็กในการป้องกันวงจรจากแรงดันไฟฟ้ากระชากที่เกิดจากมอเตอร์ นอกจากนี้ยังมีการมอดูเลตความกว้างพัลส์ (PWM) เพื่อควบคุมความเร็วของมอเตอร์ได้อีกด้วย ดังนั้นการใช้ BJT จึงมีความคุ้มค่าต่อต้นทุนและความสะดวก ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานที่ใช้พลังงานต่ำ อย่างไรก็ตาม BJT มีข้อจำกัด เช่น การสูญเสียพลังงานและการเกิดความร้อน แต่โดยรวมแล้ว H-Bridge ที่ใช้ BJT เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการควบคุมมอเตอร์ได้อย่างเรียบง่าย

มาทำความรู้จักวงจร H-Bridge

H-Bridge คือวงจรที่ควบคุมทิศทางและความเร็วของมอเตอร์ DC ได้ คำว่า "H-Bridge" มาจากแผนผังวงจรที่มีลักษณะคล้ายตัวอักษร "H" โดยมอเตอร์จะอยู่ตรงกลางของ "H" และขาทั้งสี่ของ "H" ทำหน้าที่เป็นสวิตช์ (ในกรณีนี้คือ BJT) ซึ่งสามารถสั่งให้มอเตอร์หมุนไปข้างหน้า ถอยหลัง หรือหยุดได้โดยการสลับสวิตช์ตามการใช้งาน

อุปกรณ์ที่ใช้ในการสร้าง H-Bridge ด้วย BJT

  • BJT 4 ตัว ประกอบด้วยทรานซิสเตอร์ NPN สองตัวและ PNP สองตัว
  • ตัวต้านทาน ทำหน้าที่จำกัดกระแสที่ไหลเข้าสู่ทรานซิสเตอร์
  • ไดโอด ใช้สำหรับป้องกันทรานซิสเตอร์จากไฟกระชากที่เกิดจากมอเตอร์
  • แหล่งจ่ายไฟ ทำหน้าที่จ่ายแรงดันไฟฟ้าให้กับมอเตอร์และทรานซิสเตอร์
  • สัญญาณควบคุม ต้องมีไมโครคอนโทรลเลอร์หรือสวิตช์เพื่อเปิดและปิดทรานซิสเตอร์

วิธีการควบคุมมอเตอร์ DC อย่างมีประสิทธิภาพด้วย H-Bridge ที่ใช้ BJT

  1. เลือกทรานซิสเตอร์ที่เหมาะสม เลือกทรานซิสเตอร์ NPN และ PNP ที่มีแรงดันและกระแสไฟฟ้าเหมาะสมกับมอเตอร์ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทรานซิสเตอร์สามารถสลับได้อย่างรวดเร็วเพื่อลดการสูญเสียพลังงาน
  2. ต่อทรานซิสเตอร์ จัดเรียงทรานซิสเตอร์เป็นรูปตัว "H" โดยต่อมอเตอร์ระหว่างจุดกึ่งกลางของ "H" ขั้วบวกของแหล่งจ่ายไฟต่อกับด้านบนของ "H" และขั้วลบต่อกับด้านล่าง
  3. ต่อตัวต้านทานเข้ากับทรานซิสเตอร์ เนื่องจาก BJT ต้องใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อเปิดการทำงาน จึงต้องใช้ตัวต้านทานเพื่อจำกัดกระแสไฟ ค่าของตัวต้านทานขึ้นอยู่กับทรานซิสเตอร์และแรงดันไฟของสัญญาณควบคุม
  4. ต่อไดโอดฟลายแบ็ก เมื่อมอเตอร์หยุดทำงาน แรงดันไฟฟ้าอาจพุ่งสูงและทำให้ทรานซิสเตอร์เสียหายได้ จึงจำเป็นต้องต่อไดโอดคร่อมทรานซิสเตอร์แต่ละตัวเพื่อป้องกันแรงดันไฟฟ้าย้อนกลับจากมอเตอร์
  5. เชื่อมต่อสัญญาณควบคุม ใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์หรือสวิตช์เพื่อควบคุมทรานซิสเตอร์ เช่น การใช้การปรับความกว้างพัลส์ (PWM) เพื่อควบคุมความเร็วของมอเตอร์โดยการปรับรอบการทำงาน (ON และ OFF) เพื่อเปลี่ยนแรงดันไฟฟ้าเฉลี่ยที่จ่ายให้กับมอเตอร์

การทำงานของวงจร H-Bridge

วงจร H-Bridge ใช้ทรานซิสเตอร์ 4 ตัว ได้แก่ NPN จำนวน 2 ตัวและ PNP จำนวน 2 ตัว ซึ่งทรานซิสเตอร์เหล่านี้ถูกจัดเรียงเป็นคู่เพื่อควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าผ่านมอเตอร์ โดยมีรูปแบบการทำงานดังนี้:

  • การหมุนไปข้างหน้า เปิดทรานซิสเตอร์ด้านซ้ายบน (Q1) และด้านขวาล่าง (Q4) ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านมอเตอร์ในทิศทางเดียว
  • การหมุนถอยหลัง เปิดทรานซิสเตอร์ด้านขวาบน (Q2) และด้านซ้ายล่าง (Q3) ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลย้อนกลับ
  • การหยุดหรือเบรก เปิดทรานซิสเตอร์ด้านบนทั้งสองตัว (Q1 และ Q2) หรือด้านล่างทั้งสองตัว (Q3 และ Q4) ทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ส่งผลให้มอเตอร์หยุดทันที
  • การหยุดแบบค่อยเป็นค่อยไป ปิดทรานซิสเตอร์ทั้งหมด ทำให้มอเตอร์ค่อยๆ หยุดเนื่องจากตัดการเชื่อมต่อจากแหล่งจ่ายไฟ

ข้อจำกัดของการใช้ BJT

  • การสูญเสียพลังงาน BJT มีแรงดันไฟฟ้าตกคร่อมเมื่อมีกระแสไหลผ่าน ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียพลังงาน
  • การเกิดความร้อน เนื่องจาก BJT อาจเกิดความร้อนสูง โดยเฉพาะเมื่อมีกระแสไฟฟ้าสูง
  • ความเร็วในการสลับ (Switching Speed) BJT มีความเร็วในการสลับที่ช้ากว่า MOSFET ทำให้มีข้อจำกัดในการใช้งานที่ต้องการความถี่สูง

สรุป

H-Bridge ที่ใช้ BJT เป็นวิธีที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพในการควบคุมมอเตอร์ DC ด้วยการเข้าใจหลักการทำงานของวงจรและทำตามขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้น ก็สามารถสร้าง H-Bridge และควบคุมมอเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่า BJT อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับงานที่ใช้พลังงานสูง แต่ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานที่มีกำลังไฟต่ำ เนื่องจากมีต้นทุนต่ำและใช้งานง่าย

ตัวขับมอเตอร์ H-Bridge โดยใช้ BJT: วิธีการควบคุมมอเตอร์ DC อย่างมีประสิทธิภาพ

มาทำความรู้จักกับตัวขับมอเตอร์ H-Bridge โดยใช้ BJT

นักเขียนบทความ
by 
นักเขียนบทความ
ตัวขับมอเตอร์ H-Bridge โดยใช้ BJT: วิธีการควบคุมมอเตอร์ DC อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวขับมอเตอร์ H-Bridge โดยใช้ BJT: วิธีการควบคุมมอเตอร์ DC อย่างมีประสิทธิภาพ

มาทำความรู้จักกับตัวขับมอเตอร์ H-Bridge โดยใช้ BJT

มอเตอร์แบบ H-Bridge ที่ใช้ทรานซิสเตอร์แบบ Bipolar Junction Transistors (BJTs) เป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพในการควบคุมทิศทางและความเร็วของมอเตอร์ DC ในวงจรจะประกอบไปด้วยทรานซิสเตอร์ 4 ตัวที่เรียงเป็นรูปตัว "H" โดยให้มอเตอร์เชื่อมต่อระหว่างจุดกึ่งกลาง การเปิดและปิดทรานซิสเตอร์จะเป็นคู่ที่คอยกำหนดการหมุนของมอเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการหมุนไปข้างหน้า ถอยหลัง หรือการหยุด ประกอบกับการใส่ตัวต้านทานเพื่อช่วยให้ทรานซิสเตอร์ทำงานได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่ใช้ไดโอดฟลายแบ็กในการป้องกันวงจรจากแรงดันไฟฟ้ากระชากที่เกิดจากมอเตอร์ นอกจากนี้ยังมีการมอดูเลตความกว้างพัลส์ (PWM) เพื่อควบคุมความเร็วของมอเตอร์ได้อีกด้วย ดังนั้นการใช้ BJT จึงมีความคุ้มค่าต่อต้นทุนและความสะดวก ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานที่ใช้พลังงานต่ำ อย่างไรก็ตาม BJT มีข้อจำกัด เช่น การสูญเสียพลังงานและการเกิดความร้อน แต่โดยรวมแล้ว H-Bridge ที่ใช้ BJT เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการควบคุมมอเตอร์ได้อย่างเรียบง่าย

มาทำความรู้จักวงจร H-Bridge

H-Bridge คือวงจรที่ควบคุมทิศทางและความเร็วของมอเตอร์ DC ได้ คำว่า "H-Bridge" มาจากแผนผังวงจรที่มีลักษณะคล้ายตัวอักษร "H" โดยมอเตอร์จะอยู่ตรงกลางของ "H" และขาทั้งสี่ของ "H" ทำหน้าที่เป็นสวิตช์ (ในกรณีนี้คือ BJT) ซึ่งสามารถสั่งให้มอเตอร์หมุนไปข้างหน้า ถอยหลัง หรือหยุดได้โดยการสลับสวิตช์ตามการใช้งาน

อุปกรณ์ที่ใช้ในการสร้าง H-Bridge ด้วย BJT

  • BJT 4 ตัว ประกอบด้วยทรานซิสเตอร์ NPN สองตัวและ PNP สองตัว
  • ตัวต้านทาน ทำหน้าที่จำกัดกระแสที่ไหลเข้าสู่ทรานซิสเตอร์
  • ไดโอด ใช้สำหรับป้องกันทรานซิสเตอร์จากไฟกระชากที่เกิดจากมอเตอร์
  • แหล่งจ่ายไฟ ทำหน้าที่จ่ายแรงดันไฟฟ้าให้กับมอเตอร์และทรานซิสเตอร์
  • สัญญาณควบคุม ต้องมีไมโครคอนโทรลเลอร์หรือสวิตช์เพื่อเปิดและปิดทรานซิสเตอร์

วิธีการควบคุมมอเตอร์ DC อย่างมีประสิทธิภาพด้วย H-Bridge ที่ใช้ BJT

  1. เลือกทรานซิสเตอร์ที่เหมาะสม เลือกทรานซิสเตอร์ NPN และ PNP ที่มีแรงดันและกระแสไฟฟ้าเหมาะสมกับมอเตอร์ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทรานซิสเตอร์สามารถสลับได้อย่างรวดเร็วเพื่อลดการสูญเสียพลังงาน
  2. ต่อทรานซิสเตอร์ จัดเรียงทรานซิสเตอร์เป็นรูปตัว "H" โดยต่อมอเตอร์ระหว่างจุดกึ่งกลางของ "H" ขั้วบวกของแหล่งจ่ายไฟต่อกับด้านบนของ "H" และขั้วลบต่อกับด้านล่าง
  3. ต่อตัวต้านทานเข้ากับทรานซิสเตอร์ เนื่องจาก BJT ต้องใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อเปิดการทำงาน จึงต้องใช้ตัวต้านทานเพื่อจำกัดกระแสไฟ ค่าของตัวต้านทานขึ้นอยู่กับทรานซิสเตอร์และแรงดันไฟของสัญญาณควบคุม
  4. ต่อไดโอดฟลายแบ็ก เมื่อมอเตอร์หยุดทำงาน แรงดันไฟฟ้าอาจพุ่งสูงและทำให้ทรานซิสเตอร์เสียหายได้ จึงจำเป็นต้องต่อไดโอดคร่อมทรานซิสเตอร์แต่ละตัวเพื่อป้องกันแรงดันไฟฟ้าย้อนกลับจากมอเตอร์
  5. เชื่อมต่อสัญญาณควบคุม ใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์หรือสวิตช์เพื่อควบคุมทรานซิสเตอร์ เช่น การใช้การปรับความกว้างพัลส์ (PWM) เพื่อควบคุมความเร็วของมอเตอร์โดยการปรับรอบการทำงาน (ON และ OFF) เพื่อเปลี่ยนแรงดันไฟฟ้าเฉลี่ยที่จ่ายให้กับมอเตอร์

การทำงานของวงจร H-Bridge

วงจร H-Bridge ใช้ทรานซิสเตอร์ 4 ตัว ได้แก่ NPN จำนวน 2 ตัวและ PNP จำนวน 2 ตัว ซึ่งทรานซิสเตอร์เหล่านี้ถูกจัดเรียงเป็นคู่เพื่อควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าผ่านมอเตอร์ โดยมีรูปแบบการทำงานดังนี้:

  • การหมุนไปข้างหน้า เปิดทรานซิสเตอร์ด้านซ้ายบน (Q1) และด้านขวาล่าง (Q4) ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านมอเตอร์ในทิศทางเดียว
  • การหมุนถอยหลัง เปิดทรานซิสเตอร์ด้านขวาบน (Q2) และด้านซ้ายล่าง (Q3) ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลย้อนกลับ
  • การหยุดหรือเบรก เปิดทรานซิสเตอร์ด้านบนทั้งสองตัว (Q1 และ Q2) หรือด้านล่างทั้งสองตัว (Q3 และ Q4) ทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ส่งผลให้มอเตอร์หยุดทันที
  • การหยุดแบบค่อยเป็นค่อยไป ปิดทรานซิสเตอร์ทั้งหมด ทำให้มอเตอร์ค่อยๆ หยุดเนื่องจากตัดการเชื่อมต่อจากแหล่งจ่ายไฟ

ข้อจำกัดของการใช้ BJT

  • การสูญเสียพลังงาน BJT มีแรงดันไฟฟ้าตกคร่อมเมื่อมีกระแสไหลผ่าน ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียพลังงาน
  • การเกิดความร้อน เนื่องจาก BJT อาจเกิดความร้อนสูง โดยเฉพาะเมื่อมีกระแสไฟฟ้าสูง
  • ความเร็วในการสลับ (Switching Speed) BJT มีความเร็วในการสลับที่ช้ากว่า MOSFET ทำให้มีข้อจำกัดในการใช้งานที่ต้องการความถี่สูง

สรุป

H-Bridge ที่ใช้ BJT เป็นวิธีที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพในการควบคุมมอเตอร์ DC ด้วยการเข้าใจหลักการทำงานของวงจรและทำตามขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้น ก็สามารถสร้าง H-Bridge และควบคุมมอเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่า BJT อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับงานที่ใช้พลังงานสูง แต่ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานที่มีกำลังไฟต่ำ เนื่องจากมีต้นทุนต่ำและใช้งานง่าย

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Suspendisse varius enim in eros elementum tristique. Duis cursus, mi quis viverra ornare, eros dolor interdum nulla, ut commodo diam libero vitae erat. Aenean faucibus nibh et justo cursus id rutrum lorem imperdiet. Nunc ut sem vitae risus tristique posuere.

ตัวขับมอเตอร์ H-Bridge โดยใช้ BJT: วิธีการควบคุมมอเตอร์ DC อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวขับมอเตอร์ H-Bridge โดยใช้ BJT: วิธีการควบคุมมอเตอร์ DC อย่างมีประสิทธิภาพ

มาทำความรู้จักกับตัวขับมอเตอร์ H-Bridge โดยใช้ BJT

Lorem ipsum dolor amet consectetur adipiscing elit tortor massa arcu non.

มอเตอร์แบบ H-Bridge ที่ใช้ทรานซิสเตอร์แบบ Bipolar Junction Transistors (BJTs) เป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพในการควบคุมทิศทางและความเร็วของมอเตอร์ DC ในวงจรจะประกอบไปด้วยทรานซิสเตอร์ 4 ตัวที่เรียงเป็นรูปตัว "H" โดยให้มอเตอร์เชื่อมต่อระหว่างจุดกึ่งกลาง การเปิดและปิดทรานซิสเตอร์จะเป็นคู่ที่คอยกำหนดการหมุนของมอเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการหมุนไปข้างหน้า ถอยหลัง หรือการหยุด ประกอบกับการใส่ตัวต้านทานเพื่อช่วยให้ทรานซิสเตอร์ทำงานได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่ใช้ไดโอดฟลายแบ็กในการป้องกันวงจรจากแรงดันไฟฟ้ากระชากที่เกิดจากมอเตอร์ นอกจากนี้ยังมีการมอดูเลตความกว้างพัลส์ (PWM) เพื่อควบคุมความเร็วของมอเตอร์ได้อีกด้วย ดังนั้นการใช้ BJT จึงมีความคุ้มค่าต่อต้นทุนและความสะดวก ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานที่ใช้พลังงานต่ำ อย่างไรก็ตาม BJT มีข้อจำกัด เช่น การสูญเสียพลังงานและการเกิดความร้อน แต่โดยรวมแล้ว H-Bridge ที่ใช้ BJT เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการควบคุมมอเตอร์ได้อย่างเรียบง่าย

มาทำความรู้จักวงจร H-Bridge

H-Bridge คือวงจรที่ควบคุมทิศทางและความเร็วของมอเตอร์ DC ได้ คำว่า "H-Bridge" มาจากแผนผังวงจรที่มีลักษณะคล้ายตัวอักษร "H" โดยมอเตอร์จะอยู่ตรงกลางของ "H" และขาทั้งสี่ของ "H" ทำหน้าที่เป็นสวิตช์ (ในกรณีนี้คือ BJT) ซึ่งสามารถสั่งให้มอเตอร์หมุนไปข้างหน้า ถอยหลัง หรือหยุดได้โดยการสลับสวิตช์ตามการใช้งาน

อุปกรณ์ที่ใช้ในการสร้าง H-Bridge ด้วย BJT

  • BJT 4 ตัว ประกอบด้วยทรานซิสเตอร์ NPN สองตัวและ PNP สองตัว
  • ตัวต้านทาน ทำหน้าที่จำกัดกระแสที่ไหลเข้าสู่ทรานซิสเตอร์
  • ไดโอด ใช้สำหรับป้องกันทรานซิสเตอร์จากไฟกระชากที่เกิดจากมอเตอร์
  • แหล่งจ่ายไฟ ทำหน้าที่จ่ายแรงดันไฟฟ้าให้กับมอเตอร์และทรานซิสเตอร์
  • สัญญาณควบคุม ต้องมีไมโครคอนโทรลเลอร์หรือสวิตช์เพื่อเปิดและปิดทรานซิสเตอร์

วิธีการควบคุมมอเตอร์ DC อย่างมีประสิทธิภาพด้วย H-Bridge ที่ใช้ BJT

  1. เลือกทรานซิสเตอร์ที่เหมาะสม เลือกทรานซิสเตอร์ NPN และ PNP ที่มีแรงดันและกระแสไฟฟ้าเหมาะสมกับมอเตอร์ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทรานซิสเตอร์สามารถสลับได้อย่างรวดเร็วเพื่อลดการสูญเสียพลังงาน
  2. ต่อทรานซิสเตอร์ จัดเรียงทรานซิสเตอร์เป็นรูปตัว "H" โดยต่อมอเตอร์ระหว่างจุดกึ่งกลางของ "H" ขั้วบวกของแหล่งจ่ายไฟต่อกับด้านบนของ "H" และขั้วลบต่อกับด้านล่าง
  3. ต่อตัวต้านทานเข้ากับทรานซิสเตอร์ เนื่องจาก BJT ต้องใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อเปิดการทำงาน จึงต้องใช้ตัวต้านทานเพื่อจำกัดกระแสไฟ ค่าของตัวต้านทานขึ้นอยู่กับทรานซิสเตอร์และแรงดันไฟของสัญญาณควบคุม
  4. ต่อไดโอดฟลายแบ็ก เมื่อมอเตอร์หยุดทำงาน แรงดันไฟฟ้าอาจพุ่งสูงและทำให้ทรานซิสเตอร์เสียหายได้ จึงจำเป็นต้องต่อไดโอดคร่อมทรานซิสเตอร์แต่ละตัวเพื่อป้องกันแรงดันไฟฟ้าย้อนกลับจากมอเตอร์
  5. เชื่อมต่อสัญญาณควบคุม ใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์หรือสวิตช์เพื่อควบคุมทรานซิสเตอร์ เช่น การใช้การปรับความกว้างพัลส์ (PWM) เพื่อควบคุมความเร็วของมอเตอร์โดยการปรับรอบการทำงาน (ON และ OFF) เพื่อเปลี่ยนแรงดันไฟฟ้าเฉลี่ยที่จ่ายให้กับมอเตอร์

การทำงานของวงจร H-Bridge

วงจร H-Bridge ใช้ทรานซิสเตอร์ 4 ตัว ได้แก่ NPN จำนวน 2 ตัวและ PNP จำนวน 2 ตัว ซึ่งทรานซิสเตอร์เหล่านี้ถูกจัดเรียงเป็นคู่เพื่อควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าผ่านมอเตอร์ โดยมีรูปแบบการทำงานดังนี้:

  • การหมุนไปข้างหน้า เปิดทรานซิสเตอร์ด้านซ้ายบน (Q1) และด้านขวาล่าง (Q4) ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านมอเตอร์ในทิศทางเดียว
  • การหมุนถอยหลัง เปิดทรานซิสเตอร์ด้านขวาบน (Q2) และด้านซ้ายล่าง (Q3) ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลย้อนกลับ
  • การหยุดหรือเบรก เปิดทรานซิสเตอร์ด้านบนทั้งสองตัว (Q1 และ Q2) หรือด้านล่างทั้งสองตัว (Q3 และ Q4) ทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ส่งผลให้มอเตอร์หยุดทันที
  • การหยุดแบบค่อยเป็นค่อยไป ปิดทรานซิสเตอร์ทั้งหมด ทำให้มอเตอร์ค่อยๆ หยุดเนื่องจากตัดการเชื่อมต่อจากแหล่งจ่ายไฟ

ข้อจำกัดของการใช้ BJT

  • การสูญเสียพลังงาน BJT มีแรงดันไฟฟ้าตกคร่อมเมื่อมีกระแสไหลผ่าน ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียพลังงาน
  • การเกิดความร้อน เนื่องจาก BJT อาจเกิดความร้อนสูง โดยเฉพาะเมื่อมีกระแสไฟฟ้าสูง
  • ความเร็วในการสลับ (Switching Speed) BJT มีความเร็วในการสลับที่ช้ากว่า MOSFET ทำให้มีข้อจำกัดในการใช้งานที่ต้องการความถี่สูง

สรุป

H-Bridge ที่ใช้ BJT เป็นวิธีที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพในการควบคุมมอเตอร์ DC ด้วยการเข้าใจหลักการทำงานของวงจรและทำตามขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้น ก็สามารถสร้าง H-Bridge และควบคุมมอเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่า BJT อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับงานที่ใช้พลังงานสูง แต่ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานที่มีกำลังไฟต่ำ เนื่องจากมีต้นทุนต่ำและใช้งานง่าย